tripgether.com

นั่งรถไฟไปเที่ยวลาว 4 วัน 4 คืน เมืองเฟือง – วังเวียง – หลวงพระบาง

12,621 ครั้ง
10 ต.ค. 2566

ลาว ประเทศที่ดูเผินๆ ก็คงไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่นัก แต่ไม่ว่าใครที่ได้ลองไปสัมผัสด้วยตัวเองมาแล้ว ต่างก็ต้องตกหลุมรักในความสวยงามและเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ส่วนการเดินทางไปเที่ยวลาวสามารถเดินทางได้หลายรูปแบบมากๆ ซึ่งในวันนี้ทริปเก็ทเตอร์จะพาทุกคนเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนจากกรุงเทพฯ ไปลาว กับทริปเที่ยว นั่งรถไฟไปเที่ยวลาว 4 วันคืน เมืองเฟืองวังเวียงหลวงพระบาง บอกเลยว่าทริปนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะเราจะพาไปเปิดประสบการณ์ ไปดูให้ได้รู้กับหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการเที่ยวลาวกัน!


นั่งรถไฟไปเที่ยวลาว 4 วัน 4 คืน เมืองเฟืองวังเวียงหลวงพระบาง


How to go:

  • การเดินทางจากกรุงเทพฯ : ทริปนี้เรานั่งรถไฟตู้นอนชั้น 1 จากกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปลงที่สถานีหนองคาย สามารถจองตั๋วผ่านเว็บไซต์>> การรถไฟแห่งประเทศไทย ทำตามขั้นตอนการจองในระบบได้เลย ไม่ซ้ำซ้อนแต่แนะนำให้จองล่วงหน้า >> อ่านรีวิวนั่งรถไฟไปลาว กรุงเทพฯ – หนองคาย แบบเหมาตู้นอนส่วนตัว
  • การเดินทางที่ลาว : สำหรับทริปนี้เราเดินทางด้วยการเหมารถตู้วีไอพี พร้อมคนขับ รวมค่าทางด่วน ค่าน้ำมันเรียบร้อยในราคา 9,000 บาท เส้นทางที่ไปคือจากเวียงจันทน์ – เมืองเฟือง – วังเวียง ใช้บริการ Atsawin Inter Tour  และจากวังเวียง – หลวงพระบางเราเดินทางโดยสารรถไฟลาวที่ช่วยประหยัดเวลามากๆ การซื้อตั๋วรถไฟเราซื้อผ่าน Atsawin Inter Tour เบอร์ 061 978 9547 และ Line ID: lord519 (คุณหลอดแก้ว) หรือทางเพจ Atsawin inter tour ບໍລິສັດອັດສະວິນອິນເຕີທົວ
  • การเดินทางที่หลวงพระบาง : เน้นสบายก็ต้องเหมารถเที่ยว ซึ่งบริษัท Atsawin Inter Tour มีให้บริการเช่นเดิมราคาสำหรับทริปนี้จะอยู่ที่ 1,500 บาท (ตามรูทที่เราไป) สามารถสอบถามต่อรองราคาได้เลย หรือจะเรียกรถผ่าน Grab ก็ได้เหมือนบ้านเราเลย หรือจะใช้รถเช่ารถยนต์ มอไซค์ขับเองก็มี

DAY 0 |กรุงเทพฯ – หนองคาย

ทริปนี้เราเปิดประสบการณ์ใหม่อย่างการนั่งรถไฟไทยไปเที่ยวลาว และแน่นอนว่าถ้าเดินทางโดยรถไฟ เราก็ต้องมาตั้งต้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์กันก่อน ซึ่งเราเลือกรถไฟขบวนด่วนพิเศษ CNR กรุงเทพฯ – หนองคาย รอบเวลา 20.25 น. ซึ่งเป็นรถไฟแบบตู้นอนที่การรถไฟออกแบบและตกแต่งใหม่ทั้งหมด เรียกได้ว่าตอบโจทย์การเดินทางไกลแบบข้ามคืนเป็นที่สุด ส่วนการซื้อตั๋ว เราได้ซื้อผ่านเว็บไซต์ของการรถไฟมาล่วงหน้าแล้วและเมื่อมาถึงสถานีก็เดินเข้าไปแสดงตั๋วออนไลน์ จากนั้นก็ขึ้นไปรอที่ชานชาลา บริเวณชั้น 2 ได้เลย

รอไม่นานรถไฟก็มาเทียบที่ชานชาลา แต่เราอาจจะต้องเดินไกลหน่อย เพราะตู้รถไฟที่เป็นตู้นอนจะอยู่ที่ตู้หมายเลข 13 (ตู้สุดท้ายกันเลย) เดินแบบยาวๆ เข้ามาในตู้รถไฟแล้ว ก็ขอบอกรายละเอียดกันสักหน่อย รถไฟขบวนด่วนพิเศษ CNR กรุงเทพฯ – หนองคายนี้ เป็นรถโบกี้นั่งและนอน ชั้น 1 ปรับอากาศ ที่จะแบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องสามารถนอนได้ 2 คน ซึ่งจะแบ่งเป็นเตียงบนและเตียงล่าง (ด้วยความที่เป็นรถไฟรอบกลางคืน เจ้าหน้าที่เลยปูที่นอนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว) ด้านข้างติดกับประตูมีกระจกและอ่างล้างหน้าไว้ให้พร้อม แถมส่วนที่เป็นกระจกยังมีโต๊ะเล็กๆ ไว้ให้วางของด้วยนะ

บนหัวนอนทั้ง 2 เตียง มีช่องเก็บของ รูเสียบปลั๊กให้ด้วยนะ สะดวกสบายมาก

ความพิเศษที่ชอบมากของรถไฟชั้น 1 นี้ก็คือ มีส่วนของห้องอาบน้ำให้ด้วย ลักษณะเป็นห้องน้ำที่ไม่ใหญ่มาก มีฝักบัวที่น้ำแรงใช้ได้เลย พื้นห้องน้ำยังเป็นผ้ายางกันลื่นให้ด้วย สายชอบอาบน้ำย่างเราก็สบายเลยคราวนี้~

ฝันดีทุกคน~ เจอกันพรุ่งนี้เช้าที่หนองคาย!

  • Location: 10 ถ.กำแพงเพชร แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
  • Website: www.dticket.railway.co.th

DAY 1 | หนองคาย – เวียงจันทน์ – เมืองเฟือง

เช้ามืดราวๆ เกือบ 6 โมงก็มีเสียงประกาศในขบวนรถ เพื่อแจ้งว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะมาเก็บที่นอนเพื่อเปลี่ยนเป็นเบาะนั่ง ปกติแล้วก็จะเปลี่ยนก่อนถึงสถานีปลายทางประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นเราก็ไปอาบน้ำ แต่งตัว พร้อมที่จะลุยกันต่อ

เที่ยวลาว

ประมาณ 7 โมง ขบวนรถไฟก็มาเทียบที่ชานชาลาสถานีหนองคายเรียบร้อย

เที่ยวลาว

เดินมาแถวๆ หน้าสถานี เราจะสังเกตเห็นรถสามล้อที่คล้ายกับรถตุ๊กๆ ในกรุงเทพฯ จอดเรียงรายกันอยู่ แต่คนที่นี่เรียกว่า รถจัมโบ้ เป็นรถคันเล็กๆ ที่จะคอยรับ – ส่ง นักท่องเที่ยวและชาวบ้านจากสถานีรถไฟหนองคายไปยังหน้าด่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 40 – 50 บาท (แล้วแต่ช่วงราคาน้ำมันนะทุกคน)

นั่งมาได้ราวๆ 5 นาทีก็มาถึงหน้าด่านแล้ว แอบกระซิบว่าถ้าใครอยากซื้อของใช้อะไรเพิ่มเติมติดตัวไป ก็ซื้อที่หน้าด่านไปเลยนะ เพอข้ามไปฝั่งลาวแล้วอาจจะหาซื้อยากนิดหน่อย และระหว่างเดินเข้าไปที่ ตม.ไทย ต้องใจนิ่งมาก เพราะจะมีเหล่าคนขับรถตู้ รถนำเที่ยวส่วนตัว มาเสนอทริปให้เพียบ แต่ทริปนี้เราตั้งใจสุดๆ ว่าจะเข้าไปนั่งรถบัสข้ามสะพานมิตรภาพ

ขั้นตอนการผ่าน ตม.ไทยก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ยื่นหนังสือเดินทาง (passport) ให้เจ้าหน้าที่ลงตราประทับ แล้วผ่านไปได้เลย พอผ่านออกมาจากอาคารปุ๊บ เราจะเห็นตู้ขายตั๋วรสบัสเลย ซื้อกี่ใบ ไปกี่คน ก็แจ้งกับคนขายตั๋วได้เลย ราคาใบละ 30 บาทเท่านั้นเอง

รอไม่นานรถบัสก็มาจอดให้ขึ้นแล้ว รถบัสข้ามสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 เป็นรถบัสแบบพัดลม หรือที่หลายๆ คนมักจะเรียกว่า หวานเย็น ซึ่งระหว่างที่ข้ามสะพานเราสามารถมองเห็นสายน้ำโขงที่กว้างใหญ่มากๆ รถบัสใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็พาเรามาถึงที่หน้าด่าน สปป.ลาว แล้ว

ขั้นตอนการเข้าประเทศลาวไม่มีอะไรยุ่งยากเลย เพราะคนไทยไม่ต้องใช้ visa เราเลยสามารถเข้าแถวไปรับใบกรอกข้อมูลของ ตม.ลาวได้เลย โดยเราจะต้องกรอกข้อมูลทั่วไป อย่างชื่อ – สกุล ข้อมูลของหนังสือเดินทาง ข้อมูลส่วนตัว วิธีการเดินทางมายังลาว และที่พักในลาว ที่เราจะเข้าพัก และสำคัญมากๆ เลยตรงที่ใบเอกสารนี้จะมี 2 ส่วน คือส่วนเข้าประเทศ และส่วนออกประเทศ ซึ่งเราจะต้องเก็บส่วนออกประเทศไว้ให้ดี ห้ามหายเด็ดขาดเลยนะ เมื่อกรอกเสร็จแล้ว ก็ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่พร้อมกับหนังสือเดินทางได้เลย เตรียมเงินสำหรับค่าธรรมเนียมไว้ด้วยนะ คนละ 20 บาท (จ่ายเป็นเงินไทยได้)

ผ่าน ตม.ของ สปป.ลาว มาแล้ว ทริปนี้เราจะแวะไปเที่ยวที่เมืองเฟืองกันก่อน เลยได้จองเหมารถตู้ไว้ ทริปนี้เราใช้บริการ อัศวิน อินเตอร์ ทัวร์ ซึ่งเป็นบริษัทของทางฝั่ง สปป.ลาว ที่มีบริการการท่องเที่ยวครบวงจร เราเลือกเหมารถตู้ VIP 3 วัน ราคา 9,000 บาท ซึ่งราคานี้รองรับได้ 13 คน รวมค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเดินทางทั้งหมด ถ้าใครไปกันเป็นกลุ่มใหญ่และต้องการความสบายเลือกการเดินทางแบบเหมารถตู้จะสะดวกมาก แต่นอกจากรถตู้ก็ยังมีการเดินทางแบบอื่น อย่างเรียก Grab ก็ได้เหมือนกัน

เที่ยวลาว

มาถึงลาวแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือแลกเงินและซื้อซิมโทรศัพท์ โดยบริเวณด่านจะมีธนาคารไว้ให้แลกเงินด้วย ซึ่งช่วงที่เราไป (แลกเงินวันที่ 27 กันยายน 2566) อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ 1 บาท: 610 กีบ แลกไป 3 – 4 พันบาทก็ได้จับเงินเป็นล้านกีบเลย  อีกสิ่งที่ต้องมีไว้สำหรับเดินทางคือซิมโทรศัพท์ ก็ซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ของอัศวิน อินเตอร์ ทัวร์ มีแพ็คเกจหลายแบบให้เลือกทั้ง 3 วัน 7 วัน หรือเป็นเดือนก็มีเด้อ สำหรับทริปนี้เราใช้แบบ 7 วัน ราคา 25,000 กีบ

ก่อนเดินทางหาอะไรรองท้องสักหน่อยกับซาลาเปาลูกใหญ่ๆ ขายลูกละ 10,000 กีบ

เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราเลยขึ้นรถตู้เพื่อออกเดินทางไปเที่ยวกันพร้อมกับซาลาเปาร้อนๆ ต้องบอกเลยว่าจริงๆ แล้วรถนำเที่ยวของอัศวิน อินเตอร์ ทัวร์ มีให้เลือกหลายแบบมากเลยนะ แต่รอบนี้ขอนั่งแบบสบายๆ เราเลยเลือกเป็นรถตู้คันใหญ่ ที่มีที่นั่งมากถึง 13 ที่ ภายในรถเหมือนกับนั่งอยู่บนเครื่องบินมากๆ มีทั้งส่วนของไฟอ่านหนังสือ ที่เสียบชาร์จแบต แถมยังมีบริการน้ำดื่มให้ด้วย สะดวกมากๆ เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจเที่ยวสบายๆ แบบเราติดต่อได้เลยที่ Atsawin Inter Tour เบอร์ 061 978 9547 และ Line ID: lord519 (คุณหลอดแก้ว) หรือทางเพจ Atsawin inter tour ບໍລິສັດອັດສະວິນອິນເຕີທົວ

เที่ยวลาว


ประตูชัย หรือ ประตูไซ, เวียงจันทน์ ลาว

มาถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทั้งที ก็ต้องแวะมาที่หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศที่เป็นอนุสรณ์ของการต่อสู้ของประชาชนลาวกันก่อน อย่างประตูชัย ที่ตั้งอยู่ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์

ความสวยงามของประตูชัยก็คือการที่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส (ที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นตากัน) กับศิลปะแบบลาวล้านช้าง ที่เราเห็นเป็นยอดแหลมๆ เหมือนปราสาทนั่นแหละ ตอนแรกดูในรูปว่าสวยแล้วนะ พอมาเยือนสถานที่จริงบอกเลยว่าตะลึงมากๆ เพราะสวยกว่าที่เห็นในรูปเยอะเลย

เที่ยวลาว

พอเดินเข้าไปด้านในซุ้มประตูชัย เราก็จะเห็นประติมากรรมภาพปูนปั้นที่เป็นลวดลายแบบศิลปะลาวล้านช้างประดับอยู่แทบทุกมุมเลย แถมด้านบนเพดานยังมีภาพปูนปั้นเทพ เทวดาให้ชมกันด้วย แต่แอบเสียดายที่ช่วงที่เรามา ด้านในอาคารประตูชัยกำลังปรับปรุงอยู่ เลยขึ้นไปชมวิวด้านบนไม่ได้


สวนวัฒนธรรมเชียงควน หรือ สวนพระ, เวียงจันทน์ ลาว

เช็คอินได้รูปสวยๆ จากประตูชัยกันแล้ว เราก็ขึ้นรถออกมานอกเมืองเวียงจันทน์กันหน่อย เพื่อมาเช็คอินโลเคชั่นที่สองกันต่อกับสวนวัฒนธรรมเชียงควน หรือที่คนไทยหลายๆ คนเรียกว่า สวนพระ แค่ด้านหน้าของทางเข้าสวนวัฒนธรรมก็สวยอลังการมากๆ มีทั้งประติมากรรมปูนปั้นลวดลายดอกไม้ มีสิงห์ตัวใหญ่อยู่สองฝั่งทางเข้า ให้ความรู้สึกขลังมาก

ก่อนเข้าไปก็ต้องซื้อตั๋วก่อนนะทุกคน ราคาชาวต่างชาติอยู่ที่คนละ 40,000 กีบ

ด้านในสวนสงบ แถมร่มรื่น เย็นสบายทั้งกายและจิตใจเลย ระหว่างทางเดินในสวนจะมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางต่างๆ เรียงรายกันอยู่ตามรายทาง มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่ให้ร่มเงาทั่วทั้งสวนเลย

ระหว่างเดินชมรูปปั้นในสวน เราก็ได้อ่านประวัติของสวนวัฒนธรรมเชียงควนแบบคร่าวๆ โดยที่นี่สร้างขึ้นโดยพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ซึ่งเป็นนักวิปัสนาและนักวิจัยศาสนาพุทธและฮินดู เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ชมความงามของรูปปั้นที่แฝงไปด้วยหลักธรรมของทั้ง 2 ศาสนา ในสวนก็เลยไม่ได้มีแค่พระพุทธรูปเท่านั้น แต่ยังมีเทพฮินดู ตัวละครในตำนานพื้นบ้านด้วย

ไฮไลท์ของสวนวัฒนธรรมเชียงควนก็คือพระนอน หรือพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ที่สวยงามและดูศักดิ์สิทธิ์มากๆ ด้านปลายพระเกศาคล้ายกับทรงชฎาไว้ แปลกตามากๆ

อีกหนึ่งจุดที่ต้องลองเข้าไปดูเลยก็คือฟักทองยักษ์ ที่ด้านหน้าเป็นทางเข้าที่แกะสลักเป็นลวดลายแบบหน้าคนอ้าปาก บรรยากาศด้านในทั้งเงียบและเย็น (แอบน่ากลัวเบาๆ) ซึ่งจะมีประติมากรรมปูนปั้นเป็นภพต่างๆ ที่มีทั้งบาดาล ตรงชั้นนี้จะมีรูปปั้นพญานาคจำแลง ชั้นโลกสวรรค์ที่มีเทวดาสวยงาม และชั้นนรกที่ได้เข้าไปก็ต้องมีตกใจกันบ้างเพราะมีทั้งหัวกะโหลก ต้นงิ้ว รวมทั้งรูปปั้นอื่นๆ แบบเต็มสูตร

ด้านบนสุดเป็นส่วนของดาดฟ้าที่ขึ้นไปชมวิวมุมสูงของสวนวัฒนธรรมได้ (แต่ด้านในระหว่างเดินขึ้นบันไดแต่ละชั้นอาจจะต้องระมัดระวังเพราะชันและแคบมากๆ)

เที่ยวลาว

  • Location: เมืองหาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/mvd5ZHC98JKnLAZG8
  • Open-Close: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • Price: ค่าเข้าชม 40,000 กีบ (ประมาณ 65 บาท)

เที่ยวในนครหลวงเวียงจันทน์กันในช่วงเช้าไปแล้ว ก็ได้เวลาโยกย้ายออกมาเที่ยวเมืองเฟือง ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากนครหลวงเวียงจันทน์ เส้นทางไปยังเมืองเฟืองมี 2 เส้นทางด้วยกันคือทางปกติ และทางด่วน การเดินทางด้วยทางด่วนจะสะดวกละรวดเร็วกว่า ถนนหนทางดีกว่ามากๆ

ทางด่วนที่ สปป.ลาว เป็นทางตรงวิ่งยาว ถนนถือว่าดีเลยแหละทุกคน เพราะเค้าเพิ่งเปิดให้ใช้ได้ไม่นาน แถมระหว่างเส้นทาง เงียบมาก แทบไม่มีรถตามหลังหรือสวนเรามาเลย เหตุผลหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะค่าผ่านทางอยู่ที่ราวๆ 300 – 400 บาท เลย (อันนี้พี่คนขับรถเล่าให้ฟังนะ) แต่เราก็ไม่ต้องจ่ายค่าผ่านเองด้วย เพราะรวมในค่ารถที่เราเหมาจาก อัศวิน อินเตอร์ ทัวร์ เรียบร้อย

นั่งรถลัดเลาะตามเนินเขามาได้ประมาณชั่วโมงนิดๆ เราก็มาถึงเมืองเฟืองแล้ว ต้องบอกเลยว่าสองฝั่งข้างทางถนนคือสวยตาแตกมากๆ ภูเขารูปทรงแปลกตาแบบที่ไม่เคยเห็นในไทยตั้งเด่นมีเมฆคลุม แถมยังกรีนแบบสุดๆ มีให้เห็นตลอดทางเลย

เที่ยวลาว

จอดรถแวะถ่ายรูปสักหน่อย สวยมากจริงๆ

ด้วยความที่เราเดินทางมาถึงเมืองเฟืองช่วงบ่าย 2 เราก็เลยขอแวะร้านอาหารเติมพลังงานกันสักหน่อย เราแวะที่ร้านเล็กๆ ติดริมสระน้ำ แบบที่นั่งแบบซุ้มเล็กๆ น่ารักมากๆ แถมยังมองเห็นวิวภูเขาอยู่ไกลๆ อีกด้วย

อาหารของที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเมนูที่เราคุ้นชินกัน อย่างไส้กรอกลูกชิ้นทอด ไก่อบโอ่ง ส้มตำ ขนมจีน แต่ที่พี่คนขับรถแนะนำให้สั่งมาลองเลยก็คือ เหงือกวัวทอด (คนที่นี่เรียกทอดเหือก) แรกๆ ก็งงๆ อยู่เหมือนกันว่ามันคือเมนูอะไร แต่พอเอาเมาเสิร์ฟเท่านั้นแหละ ไม่ได้ถึงบางอ้อนะ แต่ประหลาดใจมากๆ เพราะไม่เคยเห็นเมนูนี้มาก่อน แถมไม่เคยรู้ด้วยว่าเหงือกวัวมันกินได้

รสชาติคล้ายๆ กับหมูกระจกที่ทอดมากรอบๆ แต่จะมีส่วนที่เป็นแหลมๆ ติดมาด้วย แต่เอาจริงๆ ถึงจะแปลกใหม่สำหรับเรา แต่เป็นเมนูที่อร่อยใช้ได้เลยนะ

เที่ยวลาว

  • Location: เมืองเฟือง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
  • Recommended: ไส้กรอกลูกชิ้นทอด ราคา 20,000 กีบ,  ไก่อบโอ่ง ราคา 100,000 กีบ, ส้มตำ ราคา 30,000 กีบ, ขนมจีน ราคา 12,000 กีบ, เหงือกวัวทอด ราคา 30,000 กีบ

เรือนแพวังน้ำทิพย์, เมืองเฟือง ลาว

อิ่มอร่อยกับอาหารมื้อแรกที่ลาวกันไปแล้ว เราก็เดินทางมาเช็คอินที่พักในคืนแรกของทริปนี้ที่ เรือนแพวังน้ำทิพย์ เมืองเฟือง ลักษณะที่พักก็ตามชื่อเลยทุกคน เป็นเรือนแพหลังเล็กๆ น่ารัก เรียงกันอยู่ริมแม่น้ำเลย แถมยังมีวิวภูเขาลูกใหญ่ และที่สวยกว่านั้นก็คือสีของน้ำในแม่น้ำ นี่ขนาดฝนตกแทบจะทั้งวันนะ แต่สีของน้ำก็คือเป็นสีฟ้าสวยมาก ไม่แดง ไม่มีสีของโคลนติดมากับน้ำเลยด้วย

เที่ยวลาว

มาถึงแล้วก็ไม่รอช้า ถอดรองเท้า ถกขากางเกง แล้วก็นั่งเอาเท้าแช่น้ำไปยาวๆ

พาดูบรรยากาศไปแล้ว มาดูในห้องกันบ้าง ภายในเรือนแพจะมีแค่ส่วนของห้องนอนนะ มีเตียงที่นอนได้ 2 คน มีมุ้งคลุม มีพัดลมให้พร้อม แถมประตูหน้าห้องยังเป็นประตูบานกระจกที่มองเห็นน้ำได้จากบนเตียง ชิลล์มาก ราคาอยู่ที่ 1,200 บาท/2 คน/คืน เท่านั้นเอง

ส่วนของห้องน้ำเราต้องขึ้นมาใช้ที่ห้องน้ำด้านหลัง ซึ่งทางเรือนแพวังน้ำทิพย์จะมีห้องน้ำรวมไว้ให้ ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะดวกหรือความสะอาดเลย เพราะห้องน้ำเขาทำดีมากๆ แบ่งสัดส่วนชัดเจน แถมยังมีหลายห้องด้วย

พักผ่อน เดินเล่นดูบรรยากาศได้สักพักฟ้าก็เริ่มมืดพอดี ซึ่งเย็นนี้สบายสุดๆ เราไม่ต้องออกไปหาของกินที่อื่นเลย เพราะทางเรือนแพวังน้ำทิพย์มีอาหารเย็นที่เป็นอาหารตามสั่งและเซ็ตหมูกระทะให้บริการด้วย พอได้ยินว่ามีหมูกระทะเท่านั้นแหละ สั่งมาเลย 1 เช็ตแบบไม่ลังเล ราคา 200,000 กีบ (ประมาณ 327 บาทเท่านั้นเอง) สั่งมานั่งกินริมน้ำ หน้าห้องกันยาวๆ

  


DAY 2 | เมืองเฟือง – วังเวียง

วันที่ 2 เราตื่นกันแต่เช้ามาสูดอากาศดีๆ พร้อมกับรอใส่บาตรกันที่หน้าเรือนแพ โดยชุดใส่บาตรทางที่พักจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย (แต่ต้องแจ้งกับทางที่พักตอนเช็คอินด้วยนะ เขาจะได้เตรียมไว้ให้) ราคาอยู่ที่ชุดละ 60,000 กีบ ประกอบไปด้วย ธูป เทียน อาหารแห้ง ข้าวเหียว และน้ำ ส่วนของน้ำเนี่ยมีอยู่ 2 ขวด แบ่งเอาไว้ใส่บาตรหนึ่งขวด แต่อีกขวดเป็นน้ำหยาดเอาไว้ตอนกรวดน้ำนะ

นั่งเล่น ดูวิวได้สักพัก พระท่านก็นั่งเรือหางยาวมาเทียบหน้าแพเลย ซึ่งเวลาปกติแล้วพระจะมาบิณฑบาตรประมาณ 06.30 น. แต่วันที่เราไปในช่วงเช้ามีฝนลง พระท่านเลยมาถึงหน้าแพเราประมาณ 7 โมงนิดๆ

เที่ยวลาว

ใส่บาตรแล้ว ก็เติมพลังกันก่อนลุยต่อด้วยอาหารเช้า ซึ่งเซ็ตเมนูอาหารเช้าของเรือนแพวังน้ำทิพย์จะเสิร์ฟมาเป็นแบบ breakfast เพิ่มด้วยข้าวต้มไก่ฉีกที่อร่อยมากๆ


วัดสินไชยาราม, เมืองเฟือง ลาว

เราก็ออกเดินทางกันต่อ เช้านี้มุ่งหน้าไปที่ วัดสินไชยาราม วัดศักดิ์สิทธิ์สุดสงบที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของแนวเขาสูง พอจอดรถแล้ว เดินเข้าไปในวัดปุ๊บ ฝนก็ลงอีกรอบ แต่ระหว่างรอฝนซาเราได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านที่มาวัดอยู่พักใหญ่ เลยได้รู้ประวัติของวัดมาคร่าวๆ ว่าแต่เดิมที่นี่ยังไม่ได้เป็นวัด แต่เป็นเพียงศาลาเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ติดกับเนินเขาเท่านั้น ซึ่งศาลานี้จะมีพระมาธุดงค์แวะเวียนเข้ามาปักกลดอยู่เสมอๆ ซึ่งหนึ่งในพระธุดงค์ที่มาก็คือเจ้าอาวาสที่วัดในปัจจุบัน เมื่อท่านมาแล้วชาวบ้านก็เกิดความศรัทธาจึงได้นิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่ถาวร จากนั้นก็ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น

ฝนซาแล้ว เราก็ซื้อดอกไม้และเครื่องบูชาพระแบบชาวลาวที่ด้านหน้าซุ้มทางเข้าวัด แล้วเดินต่อยาวๆ เข้ามาที่บริเวณด้านในสุดของพื้นที่วัด ซึ่งวัดสินไชยารามมีจุดไหว้อยู่หลักๆ 6 จุด และการจะเข้าไปยังทั้ง 6 จุดนี้เราต้องปลดเกิบ (ถอดรองเท้า) ก่อนเข้าไปในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และในพื้นที่นี้จะมีชาวบ้านมาอำนวยความสะดวกและแนะนำวิธีการไหว้พระ แถมยังพาเราเดินไปยังจุดต่างๆ จบครบเลย

จุดแรกเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ทางวัดได้รับเมล็ดมาจากประเทศอินเดีย หลังจากนั้นทางวัดก็ได้เอามาปลูกในพื้นที่ของวัดแล้วใช้น้ำนม รดแทนน้ำมาตลอดจนต้อนพระศรีมหาโพธิ์แผ่กิ่งก้านอย่างที่เห็น ซึ่งเป็นวิธีที่ทางอินเดีย ศรีลังกาใช้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บอกเลยว่าแค่ได้ฟังวิธีการดูแลก็รู้สึกขลังมากๆ

จุดที่ 2 อยู่ติดกับต้นพระศรีมหาโพธิ์เลย นั่นก็คือ พ่อปู่นันโทปนันทนาคราช ที่มีทั้งแบบองค์ร่างจำแลงและองค์พญานาค ความว้าวของจุดนี้ก็คือนี่เป็นองค์พญานาคที่ใหญ่ที่สุดใน สสป.ลาว (ปัจจุบัน) เลยนะทุกคน ลำตัวของพญานาคขดโอบรอบเนินเขาเล็กๆ ที่เราเห็นนี้เอาไว้ สวยมากๆ

จุดถัดมาเป็นการจำลองเหตุการณ์ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยจุดนี้จะมีพระพุทธรูปอยู่ตรงด้าน ทางซ้ายคือพระแม่ธรณีบีบมวยผม ด้านหน้าซ้ายขวามีมือของพญามารขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากดิน และยังไม่หมดถ้าใครมีโอกาสได้ไปลองสังเกตสระน้ำด้านข้างของจุดนี้กันดูนะ เพราะจะมีรูปปั้นมาร รวมทั้งสัตว์ร้ายที่จะเข้ามาทำอันตรายพระพุทธเจ้าด้วย

เดินมาไม่ไกลเป็นจุดที่อลังการงานสร้างแบบสุดๆ เพราะจุดนี้เรียกว่าหอราชรถ ความสวยงามของจุดนี้คือภายในอาคารเป็นงานหล่อและแกะสลักหุ่นขี้ผึ้งล้วนๆ เหมือนเป็นการจำลองสรวงสวรรค์มาให้เราได้เห็น ด้านในสุดไม่ใช่นกยูงนะ แต่เป็นแม่กาเผือกตามความเชื่อตำนานท้องถิ่นของชาวบ้าน พร้อมด้วยเครื่องสักการะบูชาที่แกะสลักจากขี้ผึ้งที่วางเรียงรายตามทางเดินและบนหิ้งบูชาพระ แถมบรรยากาศด้านในนี้เงียบสงบมากๆ เลยทุกคน

จุดที่ 5 มาพร้อมกับความเย็นแบบขลังๆ อย่างบอกไม่ถูก เพราะจุดนี้เป็นสวนเวฬุวัน หรือที่แปลว่าสวนป่าไผ่ เป็นการจำลองเหตุการณ์ในวันมาฆบูชา ที่มีพระอรหันต์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา จริงๆ ในไทยก็มีหลายที่นะที่ได้จำลองเหตุการณ์แบบนี้มา แต่ที่นี่ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปมากๆ เลยล่ะ สงบ ร่มเย็น สบายใจมากๆ และไฮไลท์อีกอย่างก็คือพระพุทธรูปประธานของสวนเป็นพระพุทธรูปหินทรายที่มาจากจำปาสัก ลาวใต้ แถมยังนับว่าเป็นพระพุทธรูปหินทรายที่ใหญ่ที่สุดในลาวด้วย

เที่ยวลาว

ติดกับสวนเวฬุวันจะเป็นเนินเขาที่มีซุ้มลักษณะคล้ายๆ กับหอยสังข์ แต่จริงๆ ไม่ใช่หอยสังข์นะ เพราะชาวบ้านบอกว่าเป็นรูปทรงของเปลือกหอยที่พบมากในบริเวณวัด ภายในมีพระพุทธรูปหินอ่อนที่มาจากประเทศเวียดนามตั้งอยู่ให้กราบขอพรกันด้วย

และแล้วเราก็เดินสายไหว้พระมาจนถึงจุดสุดท้าย นั่นก็คือ สะดือจักรวาล ซึ่งจุดนี้เลื่องชื่อมากๆ เพราะมีดาราชาวไทยเคยมาขอพรแล้วได้สมดั่งใจจริงๆ เลยกลับมาบูรณะให้สวยงามเหมือนในปัจจุบัน จุดศูนยก์ลางเป็นเสาที่มีดอกบัวรองรับ ด้านยอดเป็นลูกแก้วสารพัดนึกที่เชื่อกันว่าสามารถดลบันดาลความปรารถนาให้ได้ดั่งใจ เราได้ยินแบบนั้นก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปจุดธูปไหว้ฟ้าดิน แล้วก็เริ่มอธิษฐานจิตกันไป 1 รอบ

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีจุดให้ไหว้อีกหลากหลาย เรียกได้ว่าขอพรได้รัวๆ เลย

  • Location: บ.โนนหินแห่ เมืองเฟือง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/JPrJKvgaG95L1Egm7
  • Fee: เข้าฟรี

จากวัดสินไชยารามเดินทางต่อมาที่วังเวียง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ พอมาถึงวังเวียงเท่านั้นแหละร้องว้าว ตาลุกวาวเลย คือเอางี้นะภูเขาที่เมืองเฟืองว่าสวยแล้ว มาเจอภูเขาที่วังเวียงนี่แบบ สวยมาก ภูเขาหินปูนลูกใหญ่เรียงซ้อนกันเหมือนม่านขอบฟ้ามากๆ

ด้วยความที่มาถึงวังเวียงช่วงกลางวันพอดี เราเลยขับรถหาร้านอาหารที่คนพื้นที่เขากินกันดู และเราก็มาเจอร้านนี้ (พิกัดอยู่ตรงทางเข้าสนามบินเก่า) ตัวร้านเป็นร้านเล็กๆ ริมทาง มีไก่ย่าง เป็ดย่าง ปลาเล็ก ปลาน้อย เยอะมาก แถมยังมีสารพัดเมนูตำให้เลือกด้วยที่สำคัญเจ้าของร้านเป็นกันเองมากๆ เลยทุกคน

มาถึงลาวทั้งทีก็ต้องกินอาหารท้องถิ่นกันแบบเน้นๆ สิจริงไหม มื้อนี้เราเลยสั่งมาเยอะมาก ทั้งตำลาว ตำไทย (ตำไทยแบบชาวลาวที่ไม่เหมือนตำไทยแบบคนไทย) เมนูย่าง รวมทั้งแหนมปลาใส่หนังหมูที่ย่างมาแบบหอมฉุย กินเพลินมาก แถมอร่อยด้วยนะ

  • Location: สนามบินเก่า เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ถ้ำจัง, วังเวียง ลาว

อิ่มท้องแล้ว เราก็ไปลุยใช้พลังงานกันต่อที่ถ้ำจัง สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดอันซีนของวังเวียง ซึ่งพอเรานั่งรถมาถึงที่ทางเข้าแล้ว เราจะต้องนั่งเรือ (จริงๆ ก็ไม่เหมือนเรือ เหมือนศาลาที่นั่งข้ามน้ำมากกว่า) ข้ามฟากไปอีกฝั่ง เนื่องจากสะพานส้มพัง โดนน้ำพัดเสียหาย

เดินไม่ไกลมากเราก็มาถึงทางขึ้นถ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตามากๆ เลยก็คือลำธารที่ไหลออกมาจากถ้ำตามรูปเลยทุกคน น้ำมันทั้งใส ทั้งสีฟ้า มองเห็นถึงพื้นน้ำเลย แถมตอนที่เราไปนี่คึกคักเป็นพิเศษเพราะมีเด็กๆ มากระโดดน้ำเล่นกันแบบสนุกสนานมาก ใจจริงก็อยากลงไปเล่นด้วยนะ แต่ไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยนนี่สิ

ยืนดูเด็กๆ กระโดดน้ำได้ไม่นาน หันหลังกลับมาแทบร้องไห้ เพราะบันไดขึ้นถ้ำสูงและชันมาก ยังไม่ทันได้ขึ้นก็ขาสั่นแล้ว

พอเข้ามาในถ้ำ หลังฝ่าด่านบันไดความชันสูงมาได้ 147 ขั้น ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะในถ้ำสวยมาก มีทั้งหินที่ถูกลมกร่อน หินงอก หินย้อย แต่ที่น่าประทับใจมากกว่านั้นก็คือที่นี่ยังคงรักษาสภาพของธรรมชาติเดิมของถ้ำไว้ได้อย่างดีเลย ไม่ปรับแต่งอะไรเพิ่ม ไม่มีเอาของมาวางตามจุดต่างๆ มีก็เพียงแต่ทางเดินที่ปรับใหม่เพื่อความสะดวกเท่านั้นเอง

ทางเดินในถ้ำส่วนมากจะเป็นโถงยาวเชื่อมกัน สลับกับบางช่วงที่มีทางขึ้น ทางลงบ้าง แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เราก็สามารถชมความสวยงามของศิลปะธรรมชาติ และตอนแรกเราก็คิดว่าบรรยากาศในถ้ำก็คงเหมือนถ้ำทั่วๆ ไปที่เราเคยไปกันมา แต่พอเดินมาได้สักพักถึงสัมผัสได้ถึงความสบายตัวมากๆ เพราะในถ้ำจะมีช่องลมที่มีลมเย็นๆ พัดเวียนอยู่ตลอดๆ เย็นขนาดที่ว่าเหมือนลมจากแอร์ยังไงอย่างงั้นเลย

เที่ยวลาว

ชมความสวยงามกันแบบเน้นๆ ไปแล้ว พอกลับมาที่ปากถ้ำ ขาก็กลับมาสั่นอย่างบอกไม่ถูกอีกครั้ง เมื่อเห็นทางที่เราต้องเดินลงไป

  • Location: เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/Dbbu117AaeLWhdUPA
  • Price: ค่าเข้าชม 15,000 กีบ (ประมาณ 25 บาท)

Family Land Camping Resort, วังเวียง ลาว

นั่งรถมาประมาณ 30 นาที ก็มาถึงโลเคชั่นที่ทำให้เราลืมความเหนื่อยไปอีกครั้ง เพราะที่พักของเราในคืนนี้มันช่างสวยงามอลังการแบบสุดๆ ไปเลย ซึ่งเราเข้าพักที่ Family Land Camping Resort ที่พักวังเวียงติดริมแม่น้ำซองที่เพิ่งเปิดใหม่ มาพร้อมกับวิวภูเขาขนาดใหญ่แบบพาโนราม่าเลยทุกคน แถมยังอยู่ติดกับริมท้องทุ่งนาสีเขียวด้วยนะ บรรยากาศให้เต็มร้อยแบบไม่หักเลย

เที่ยวลาว

ห้องพักของ Family Land Camping Resort จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ (ช่วงที่เราไปนะ เพราะตอนนี้กำลังสร้างโซนวิลล่าเพิ่ม) คือโดมติดทุ่งนา ที่มีขนาดห้อง 5×5 ตารางเมตร และโดมติดริมน้ำ ที่ห้องจะอยู่ที่ 4×4 ตารางเมตร ซึ่งในคืนนี้เราเลือกนอนโดมริมน้ำ เพราะความพิเศษของโดมริมน้ำก็คือนอกจากจะอยู่ติดกับริมแม่น้ำและเห็นวิวภูเขาได้แบบเต็มๆ แล้ว ส่วนของโดมยังเป็นโดมใสที่สามารถนอนดูวิวได้จากบนเตียงเลยด้วย ในส่วนของห้องน้ำจะแยกออกมาอยู่ด้านนอก ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเลย ทั้งเครื่องทำน้ำอุ่น ผ้าขนหนู กระจกบานใหญ่

เที่ยวลาว

เก็บกระเป๋าแล้วก็ออกมาเดินรับลม ถ่ายรูปสวยๆ กันสักหน่อย จนต้องพูดแล้วพูดอีกว่าบรรยากาศดีมาก

  • Location: บ.เวียงสมัย เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
  • Price: ราคาเริ่มต้นที่ 55 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 2,030 บาท/คืน)
  • Facebook: Family Land Camping Resort

  


ถนนคนเดินวังเวียง, วังเวียง ลาว

ช่วงเย็นที่วังเวียงมีถนนคนเดินเล็กๆ ที่มีของขายให้ไปเดินเล่น หาอะไรกินได้ เราก็เลยพุ่งตรงไปกันเลย พอมาถึงก็ต้องบอกว่าเป็นถนนคนเดินเล็กๆ อย่างที่บอกจริงๆ เพราะทั้งร้านอาหาร ร้านค้า ทีไม่ค่อยเยอะมาก แถมคนก็ไม่ได้เยอะมาก (พ่อค้า แม่ค้าบอกว่าช่วงที่เรามาไม่ใช่ช่วงท่องเที่ยว เลยดูเงียบๆ หน่อย)

เดินดูได้สักพัก เราก็เลือกปักหลักฝากท้องกันที่ร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งเมนูก็เหมือนกับร้านอาหารตามสั่งบ้านเราเลย และเราก็มีซื้อขนมครกและขนมเทียนมาลองชิมด้วย รสชาติก็ไม่ต่างกันมาก แต่เจ้าขนมครกเนี่ย แป้งด้านนอกจะหนึบๆ กว่า ส่วนเนื้อกะทิด้านในออกหวานและมันกว่าที่เคยกินหน่อยๆ

กลับจากถนนคนเดิน มาเจอภาพบรรยากาศช่วงกลางคืนของที่พักแบบนี้คือประทับใจมากๆ เป็นภาพส่งเข้านอนที่ดีต่อใจสุดๆ


DAY 3 | วังเวียง – หลวงพระบาง

นาฬิกาปลุกตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ ลุกมาอาบน้ำ แต่งตัวพร้อมลุย เพราะเช้านี้จุดหมายของเราคือผาหนามไซ จุดเช็คอินยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งของวังเวียง ที่เราเลือกจะเดินขึ้นกันตั้งแต่เช้าก็เพราะว่าเราอยากขึ้นไปดูหมอกสวยๆ กับอากาศที่เย็นสบาย แต่ก่อนที่จะขึ้นเขา เราก็ต้องชาร์จพลังงานกันด้วยมื้อเช้า มื้อนี้พี่คนขับรถพาแวะร้าน Local ที่เป็นฟีลแบบร้านขายหมูปิ้งที่เราคุ้นชินกัน แต่ร้านนี้ขายของปิ้ง ของย่างเยอะมาก ทั้งไส้อั่ว ตับปิ้ง ก้อยมะเขือ และอีกเยอะมาก

สั่งมาก็หลายอย่าง แต่ที่กินแล้ว กินอีกจนหมดจานเลยก็คือไส้อั่วเนื้อ บอกเลยว่าอร่อยมากๆ ยิ่งกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ นะ คือกินได้เรื่อยๆ เลย

  • Location: ข้างวัดธาตุ เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

นั่งกินข้าวกันจนอิ่มแล้ว พอจ่ายเงินขึ้นรถตู้เท่านั้นแหละ ฝนห่าใหญ่ก็ถล่มลงมาจนขาวโพลน ทันใดนั้นก็เหมือนฟ้าฝ่าลงกลางใจ เพราะพี่คนขับรถหันมาบอกว่าฝนตกขนาดนี้ ผาหนามไซอันตรายเกินไป ขึ้นไม่ได้ เราก็เลยต้องเปลี่ยนแพลนกะทันหัน สิ่งที่ยากกว่าการทำใจก็คือจะไปอยู่ที่ไหนกันดีระหว่างรอฝน เพราะมันยังเช้าอยู่เลย ที่เที่ยวอื่นๆ ก็ยังไม่เปิดกัน

แวะ Pull Mind คาเฟ่ลับที่นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยรู้จักดู

โชคดีมากๆ ที่ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ตอนอยู่หน้าร้านก็เหมือนกับคาเฟ่แนวๆ วินเทจทั่วไป แต่พอเดินเข้าไปในร้านต้องร้องว้าวเลย เพราะวิวสวยมากๆ และมันก็จริงอย่างที่ใครเขาบอกว่าในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่ เพราะด้วยความที่ฝนตก เลยทำให้มีหมอกลอยมาปกคลุมภูเขาให้เราได้เห็นกันแบบไม่กั๊กเลย แถมอากาศในเช้าวันนี้ก็ดีมาก ถือว่าไม่ขาดทุนแล้วทริปนี้

เที่ยวลาว

เมนูของร้านมีให้เลือกเยอะมาก แต่เช้าๆ แบบนี้ก็ต้องเติมกาแฟสักหน่อย ซึ่งเมนูที่สะดุดตามากๆ เลยก็คือกาแฟกะทิ


บลูลากูน, วังเวียง ลาว

นั่งฟังเสียงฝน ดูวิวจนฝนเริ่มซา เราก็เลยออกมาจากร้าน แล้วไปเช็คอินที่เที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่ขึ้นชื่อมากๆ ของวังเวียง นั่นก็คือ บลูลากูน โดยปกติแล้วน้ำที่นี่จะใสและเป็นสีฟ้าชัดมากๆ แต่ก็ด้วยความที่เพิ่งเจอฝนถล่มไปในช่วงเช้าเลยทำให้ตอนที่เรามาน้ำไม่ได้ใสมาก แต่ก็ยังเป็นสีฟ้าชัดเลยทีเดียว แอบเสียดายเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าฝนไม่ตกต้องสวยสุดๆ ไปเลย

เรามากันตั้งแต่เช้าบวกกับฝนเพิ่งซาไปด้วย เลยทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยมากัน จะมีก็แต่กลุ่มโอปป้าที่พากันมากระโดดน้ำ โหนเชือกกัน ไอเราที่นั่งเชียร์เขาโดดก็สนุกไปด้วยเหมือนกันนะ น่าเสียดายที่เรามารอบนี้ไม่มีเวลาเล่นน้ำเลย เพราะมาถึงก็เกือบ 10 โมงแล้ว และเราก็ต้องไปรอขึ้นรถไฟความเร็วสูงเพื่อไปเที่ยวหลวงพระบางกันต่อ แต่สัญญาเลยว่ารอบหน้าจะต้องกลับมาโดดน้ำที่บลูลากูนให้ได้!

  • Location: บ.นาทองเมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/qAkTmUZ34R1KK8zF7
  • Price: ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (ประมาณ 32 บาท)
  • Open-Close: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.30 – 18.00 น.

ออกจากบลูลากูนมาได้ประมาณ 15 นาที ก็มาถึงสถานีรถไฟวังเวียงเรียบร้อย ต้องบอกเลยว่าตลอด 3 วันที่ผ่านมา พี่คนขับรถดูแลเราดีมากๆ ตั้งแต่รอรับที่หน้าด่านไปจนถึงช่วยหาร้านอาหาร เรารีเควสว่าอยากไปไหน พี่จัดให้แบบไม่ขัด แถมยังได้คำแนะนำดีๆ ก่อนจากกันก็อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปคู่สักหน่อย


รถไฟลาว สถานีวังเวียง-หลวงพระบาง

โบกมือลาพี่คนขับรถแล้ว เราก็เดินเข้ามาในสถานีรถไฟวังเวียง ซึ่งขั้นตอนการเข้าไปด้านในเหมือนกับที่สนามบินเลย คือแสดงหน้าหนังสือเดินทาง พร้อมกับแนบตั๋วรถไฟ แล้วเอาสัมภาระใส่ถาดผ่านเครื่องแสกน ซึ่งด้านในของอาคารผู้โดยสารกว้างมาก มีที่นั่งเยอะ รวมทั้งมีจอให้เราเช็คตารางเวลารถได้ด้วย

สำหรับตั๋วรถไฟความเร็วสูงจากวังเวียงไปหลวงพระบาง ราคา 135,000 กีบ (ราคามีการปรับเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยน กรุณาตรวจสอบกับทางเอเจนซี่หรือหน้าเว็บไซต์อีกครั้ง) สำหรับทริปนี้ทางอัศวิน อินเตอร์ ทัวร์ จัดการดูแลให้หมดเลย เพียงเราแค่แจ้งสถานีต้นทาง – ปลายทาง พร้อมกับสำเนาหน้าหนังสือเดินทางเท่านั้นเอง พอได้ตั๋วมาแล้ว เราจะต้องใช้ 2 ครั้งนะ ครั้งแรกตอนเข้าสถานีต้นทาง และครั้งที่ 2 คือก่อนออกจากสถานีปลายทางจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วอีกครั้ง

เราไปรถไฟรอบ 12.02 น. ซึ่งเวลาประมาณ 11.35 น. เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ผู้โดยสารไปต่อคิวขึ้นรถที่ชานชาลาแล้ว เลขที่นั่งและเลขตู้รถสามารถดูได้จากในตั๋วโดยสารเลย ระหว่างขึ้นรถไฟก็แอบวุ่นวายอยู่บ้าง เพราะคนเยอะอยู่เหมือนกัน (ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ) แต่พอถึงเวลา 12.02 น. ปุ๊บ รถก็ออกตัวทันที ตรงเวลามากๆ

เที่ยวลาว

บรรยากาศบนรถไฟก็จะประมาณนี้เลย ที่นั่งเป็นเบาะนุ่มๆ มีที่เก็บสัมภาระด้านบน เหมือนเครื่องบินมากๆ

ระหว่างสองข้างทางจะผ่านทั้งภูเขาสูง หมู่บ้าน และอุโมงค์ ซึ่งระยะเวลาจากวังเวียงไปหลวงพระบางจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงนะทุกคน ระหว่างนี้ก็นั่งฟังเพลงไปยาวๆ หรือถ้าใครอยากงีบก็ตามสบายเลย

ถึงแล้ว หลวงพระบาง~ เมืองมรดกโลก

ออกมาจากสถานีปุ๊บก็หารถเดินทางเข้าตัวเมือง ซึ่งที่หลวงพระบาง สามารถเรียก Grab ได้เหมือนที่ไทย หรือถ้าใครอยากสะดวกก็สามารถจองรถตู้มาล่วงหน้าได้ ซึ่งที่หลวงพระบางเราก็ยังใช้บริการรถตู้บริษัทเดิม อัศวิน อินเตอร์ ทัวร์ ใครที่สนใจติดต่อสอบถาม Atsawin Inter Tour เบอร์ 061 978 9547 (คุณหลอดแก้ว) หรือทางเพจ Atsawin inter tour ບໍລິສັດອັດສະວິນອິນເຕີທົວ


น้ำตกตาดแส้, หลวงพระบาง ลาว

โลเคชั่นแรกของการเที่ยวหลวงพระบางในช่วงหน้าฝน แนะนำให้ทุกคนปักหมุดมาที่ น้ำตกตาดแส้ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ต้องมาให้ถูกช่วงเวลา ถึงจะได้ชมความสวยงาม เพราะหลังจากหมดช่วงนี้ไปที่นี่จะไม่มีน้ำ

การเดินทางไปน้ำตกตาดแส้ จะต้องนั่งเรือของชาวบ้านเข้าไป ค่าบริการอยู่ที่คนละ 15,000 กีบ (ประมาณ 25 บาท) รวมไป – กลับแล้วนะ ลักษณะเรือจะเป็นเรือหางยาวลำเล็กๆ ขับล่องไปตามแม่น้ำขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 5 – 10 นาทีก็ถึงแล้ว (ในรูปก็คือกำลังชี้ปลายน้ำตกที่ไหลลงแม่น้ำพอดีเลย)

พอมาถึงบริเวณน้ำตกแล้ว จะมีค่าบริการเข้าชมอีกคนละ 15,000 กีบ จ่ายแล้วก็เดินขึ้นมายาวๆ ก็จะพบกับความอลังการของน้ำตกตาดแส้

สมคำร่ำลือจริงๆ เพราะน้ำตกนอกจากจะมีชั้นที่ลดหลั่นกันลงมาและเป็นน้ำตกที่กว้างมากแล้ว สีของน้ำยังเป็นสีเขียนมรกตด้วย

ตามจุดต่างๆ จะมีทางเดินไม้ที่ทอดยาวข้ามแอ่งน้ำ และบางจุดก็สามารถลงเล่นน้ำได้ด้วยนะ

  • Location: เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/iR3tt4qumQrkQyJLA
  • Price: ค่าเรือบริการข้ามฟาก 15,000 กีบ (ประมาณ 25 บาท)/ ค่าเข้าชมน้ำตก 15,000 กีบ (ประมาณ 25 บาท)

ร้านอาหารมีไชผล, หลวงพระบาง ลาว

จากน้ำตกตาดแส้ เดินทางกันต่อเพื่อเข้าไปในตัวเมืองหลวงพระบาง และแวะมากินข้าวกันที่ร้านอาหารมีไชผล ซึ่งร้านนี้เป็นร้านอาหารตำรับหลวงพระบางแท้ๆ ทั้งตัวร้านอาคารไม้เปิดโล่ง การตกแต่งบรรยากาศด้านในที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติและอุปกรณ์เครื่องมือทางการเกษตรของคนในพื้นที่

สิ่งที่ชอบมากๆ เลยก็คือที่ครอบแก้วของร้านที่เป็นกรวยใบตอง

เมนูอาหารของที่ร้านจะเป็นเมนูอาหารลาวแบบหลวงพระบางทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นไส้อั่วที่เป็นสูตรของหลวงพระบาง ตำหลวงพระบางที่เส้นมะละกอจะเป็นเส้นบางและใหญ่ ไข่ลูกเขยที่ไม่เหมือนของบ้านเรา ที่นี่จะมีรสชาติคล้ายๆ กับน้ำซอสของสปาเก็ตตี้ ปลาสมุนไพร และสลัดผักน้ำที่ใช้สูตรแบบสลัดหลวงพระบาง

เที่ยวลาว

แต่ที่อร่อยมากๆ เลยก็คือเมนูเอาะหลาม ซึ่งเมนูนี้เนี่ยเป็นเมนูขึ้นชื่อของหลวงพระบางเลยทุกคน รสชาติจะคล้ายๆ แกงอ่อม แต่อร่อยไม่เหมือนแกงอ่อม (น้องคนขับรถบอกว่าที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือ หนังควายที่ใส่ลงไป) เราได้ยินตอนแรกก็ตกใจ คิดว่ามันจะต้องเหนียวแน่ๆ เลย แต่พอได้ลองชิมเท่านั้นแหละ นุ่มมากๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกินเอ็นเนื้อตุ๋น แต่นุ่มและหนึบกว่ามากๆ แนะนำเลยว่าต้องลอง!

  • Location: ถ.พูว่าว เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/vGp47MKBiLS2iAER6
  • Open-Close: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 22.00 น.

Treasure Hotel, หลวงพระบาง ลาว

กินข้าวเสร็จก็ได้เวลาเข้าไปเช็คอินที่พักกันต่อ โดยคืนนี้เราพักที่ Treasure Hotel โรงแรมในเมืองหลวงพระบางที่มาพร้อมกับเสน่ห์และกลิ่นอายของความเป็นหลวงพระบางแบบสุดๆ เพราะอาคารของโรงแรมเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนตามสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมผสานความเป็นหลวงพระบางด้วยการใช้เสาที่ทำจากไม้ทั้งต้น รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ได้อย่างลงตัว แถมยังเป็นโรงแรมเล็กๆ มีเพียง 2 ชั้น และมีห้องพัก 49 ห้องเท่านั้นเอง บอกเลยว่าสงบและผ่อนคลายมากๆ

พอเรามาถึงปุ๊บทางโรงแรมก็เสิร์ฟ welcome drink ให้เลย เป็นน้ำผึ้งมะนาวอัญชัน สดชื่นมากๆ ก่อนที่จะพาเราไปที่ห้องพักซึ่งอยู่ที่อาคารด้านข้างของล็อบบี้

นี่ เป็นไง อาคารของโรงแรมสวยมากๆ ใช้เสาไม้ทั้งต้น มีมนต์ขลังจริงอะไรจริง

ภายในห้องพักก็สวยไม่แพ้ด้านนอกเลย เน้นเป็นการตกแต่งแบบผสมผสานอย่างที่บอกไป มีพื้นที่กว้าง เฟอร์นิเจอร์ครบเลย ทั้งตู้เสื้อผ้า กาน้ำร้อน ผ้าขนหนู ไดร์เป่าผม ซึ่งห้องเราทางโรงแรมได้เสริมเตียงไว้ให้แล้วเรียบร้อย

แถมยังมีส่วนของระเบียงที่ต้องบอกเลยว่ากว้างมากๆ แถมบรรยากาศดีจริง เพราะอยู่ติดกับสระว่ายน้ำเลย พร้อมกับชุดเก้าอี้หวายให้นั่งสูดอากาศสบายๆ ด้วย

ในส่วนของห้องน้ำก็แบ่งโซนไว้อย่างดี มีกระจกบานใหญ่ มีราวไว้ให้แขวนผ้าเช็ดตัวถึง 2 ราวเลย มากัน 3 คนก็ไม่ต้องแย่งที่ผึ่งผ้าเช็ดตัวแล้ว~

นอกจากนี้ทางโรมแรมยังมีจักรยานให้ยืมเอาไว้ไปปั่นเล่น ชมเมืองได้อีกด้วย

  • Location: เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Price: ราคาเริ่มต้นที่ 65 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 2,400 บาท/คืน)
  • Facebook: Treasure Hotel
  • Website: www.treasurehotellaos.com

  


วัดเชียงทอง, หลวงพระบาง ลาว

เช็คอินเรียบร้อย ไม่รอช้าคว้ากระเป๋าออกมาเที่ยวต่อ มาถึงหลวงพระบางทั้งทีจะพลาดมาชมความสวยงามกันที่ วัดเชียงทอง ได้ยังไง ก็เพราะวัดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดที่มี สิม (อุโบสถ) ที่สวยที่สุดในหลวงพระบาง แถมยังเป็นสิมที่เป็นแรงบันดาลใจของวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จ.อุบลราชธานี ด้วยเด้อ

เที่ยวลาว

สิมของวัดเชียงทองเป็นรูปแบบศิลปะล้านช้างที่มีความวิจิตรตระการตามากๆ เพราะโดยรอบมีลวดลายประติมากรรมและจิตรกรรมที่สวยมากๆ ทั้งหน้าบัน ช่อฟ้า เสา รวมถึงยังมีศิลปะการประดับกระจกที่ฐานของสิมด้วย

พอเข้าด้านในอุโบสถ ขนลุกไปทั้งตัวทันทีที่ได้พบกับความสวยงามที่ไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายได้ เพราะทั่วทั้งสิม เรียกได้ว่าทุกส่วน ทุกมุม มีจิตรกรรมลายทอง (ศัพท์ทางศิลปะเรียกว่า ลายฟอกคำ) ทั้งหมด ซึ่งด้านในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ พร้อมด้วยพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ที่มีหลายอิริยาบถให้กราบสักการะ

เที่ยวลาว

ชมด้านหน้าและด้านในของสิมไปแล้ว อย่าลืมเดินมาที่ด้านหลังนะ เพราะด้านหลังยังมีจุดไฮไลท์ที่สวยมากๆ อีกจุด นั่นก็คือการประดับกระจกเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับนกยูง สวยงามไม่แพ้มุมอื่นๆ เลย

ถัดมาด้านข้างของสิม ก็คือหอไหว้สีกุหลาบ จุดไฮไลท์ที่ใครมาวัดเชียงทองแล้วต้องถ่ายรูปที่บานหน้าต่าง ซึ่งหอนี้มีศิลปะการประดับกระจกเป็นเรื่องราววิถีชีวิตที่แฝงหลักธรรมและคำสอนทางศาสนาเอาไว้ด้วย และหอไหว้สีกุหลาบนี้มีอายุมากถึง 400 ปีเลยทีเดียว

มาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปมุมนี้ ถือว่ามาไม่ถึงหลวงพระบางนะทุกคน!

เที่ยวลาว

  • Location: วัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/1cQeRxtXDWpMSsyi7
  • Open-Close: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.
  • Price: ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (ประมาณ 32 บาท)

ตลาดมืดหลวงพระบาง, หลวงพระบาง ลาว

เดินเที่ยวในวัดเชียงทองจนฟ้าเริ่มมืด เราก็มาต่อกันที่ ตลาดมืดหลวงพระบาง หรือถนนคนเดินของหลวงพระบาง ซึ่งจะตั้งอยู่ที่ถนนข้างพระราชวังหลวงพระบาง บรรยากาศคักคักมากๆ มีร้านค้า ร้านอาหารมาวางขายกันเพียบ

เที่ยวลาว

จริงๆ ที่ตลาดมืดก็แบ่งโซนไว้ชัดเจนเหมือนกันนะ คือถ้าเป็นร้านที่วางขายของบนนถนนที่ยาวไปจนสุดจะเป็นร้านค้าพวกของฝาก เสื้อผ้า

แต่ถ้าเป็นโซนของกินคือจะอยู่ด้านหน้าตรงหัวมุมตลาดมืด และจะมีซอยเล็กๆ ให้ฟีลแบบตลาดสดตอนเย็น มีของกินให้เลือกเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวสตรีทฟู้ดคล้ายๆ กับบ้านเรา ทั้งหม่าล่า ของเสียบไม้ปิ้งย่าง น้ำปั่น อาหารตามสั่ง แถมยังมีลานกว้างที่เป็นพื้นที่ให้นั่งกินอีกด้วย ของกินเยอะ ที่นั่งแยะแบบนี้ เราก็ปล่อยจอยได้ยาวๆ เลย

  • Location: ถนนข้างพระราชวังหลวงพระบาง เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/oKPPb3ScRnrAnAFb8
  • Open-Close: เปิดทุกวัน เวลา 17.00 น. – 22.00 น

DAY 4 | หลวงพระบาง – กรุงเทพฯ

เช้านี้เราออกมาทำกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ความงามทางวัฒนธรรมของหลวงพระบาง อย่างการตักบาตรข้าวเหนียว โดยจุดที่เราเลือกคือบริเวณหน้าวัดแสน (วัดแสนสุขาราม) ซึ่งมีค่าบริการอยู่ที่ชุดละ 50,000 กีบ ซึ่งต้องจ่ายให้กับแม่ค้าตอนไปถึงหน้าวัด ราคานี้รวมข้าวเหนียว 1 กระติ๊บใหญ่ ถุงมือพลาสติกสำหรับหยิบข้าวเหนียว และผ้าคาด (เป็นผ้าที่เอาไว้พาดบ่า เวลาที่ชาวลาวทำบุญหรือเข้าวัด)

ตักบาตรข้าวเหนียว หน้าวัดแสน, หลวงพระบาง ลาว

เวลาประมาณ 06.15 น. เสียงกลองก็ดังขึ้นจากในวัดเป็นสัญญาณว่าพระและเณรกำลังจะออกมาบิณฑบาตรแล้ว ส่วนบรรยากาศค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่พักอยู่ใกล้ๆ พอได้ยินเสียงกลองก็ทยอยพากันออกมาจับจองที่นั่ง (แต่สำหรับคนที่ไม่ได้พักอยู่ระแวกนั้นอย่างเรา ก็อาจจะต้องมาก่อนเวลาหน่อย)

เที่ยวลาว

การใส่บาตรข้าวเหนียวของที่นี่ ไม่ต้องปั้นข้าวเหนียว แต่ให้จกใส่แบบครั้งต่อครั้งได้เลย พระและเณรมีนับร้อยๆ รูป ทำความเร็วในการใส่แทบไม่ทันเลยทีเดียว

  • Location: หน้าวัดแสนสุขาราม เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/cyfPytb1ry3NdkYe9
  • Open-Close: พระมาบิณฑบาตรทุกวัน เวลาประมาณ 05.40 น.

ตลาดเช้าหลวงพระบาง, หลวงพระบาง ลาว

อิ่มบุญกันแล้ว ก็มาเติมความอิ่มท้องกันต่อที่ตลาดเช้าหลวงพระบาง บอกเลยว่าเดินเพลินมากๆ นอกจากบรรยากาศจะคึกคักแล้ว ยังมีของขายเยอะมากๆ ทั้งของสด ผัก ผลไม้ ไปจนถึงของกินและขนมพื้นบ้าน

วิถีชีวิตของคนที่นี่ยังคงเป็นไปอย่างเรียบง่ายและมีความสุข สังเกตได้จากระหว่างเดินตลาดผู้คนก็จะยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาเลย

เที่ยวลาว

ในส่วนของมื้อเช้าในวันนี้ เราเลือกซื้อไปหลายอย่างมาก แต่ซื้อปุ๊บก็ยืนกินกันข้างร้านเลย มีทั้งหมูย่าง หมูทอดทรงเครื่อง กับข้าวเหนียว ขนมมัน ข้าวจี่ปาเต๊ะ (อันที่เป็นขนมปังยาวๆ ใส่ไส้) ราคาก็เป็นกันเองมากๆ เป็นมื้อเช้าที่น่าประทับใจและอิ่มเอมใจสุดๆ

  • Location: หลังศูนย์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/7rzd8zgioqModzWv5
  • Open-Close: เปิดทุกวัน เวลา 05.00 น. – 11.00 น.

เสร็จจากมื้อเช้า เราก็กลับมาเก็บกระเป๋าเตรียมเช็คเอาท์กันก่อนออกไปเที่ยวต่อ ต้องบอกเลยว่าตลอดทั้งทริป 4 วันที่ผ่านมา เราเตรียมเสื้อผ้ามาเยอะพอตัวเลย แถมยังต้องเดินทางเปลี่ยนที่นอนกันทุกคืน เราเลยเลือกใช้กระเป๋า American Touriter ที่ตอบโจทย์สายเดินทางแบบสุดๆ และยิ่งมาเที่ยวต่างประเทศยาวๆ แบบนี้ แน่นอนว่าเราก็ต้องมีสัมภาระ ของกระจุกกระจิกติดตัวมาด้วย เราเลยไม่ลังเลที่ใช้เอากระเป๋ารุ่น Maxivo มาใช้

กระเป๋ารุ่น Maxivo สามารถเก็บของที่ว่าเยอะได้หมดเลยในใบเดียว เพราะภายในมีพื้นที่เยอะ มีช่องเก็บของพร้อมกับถุงซิปแยกให้ด้วย เท่านั้นยังไม่พอเสื้อผ้าที่ใส่แล้วก็ไม่ต้องกลัวมีกลิ่นอับ เพราะพื้นผิวของช่องเก็บของยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียด้วย

เที่ยวลาว

นอกจากนี้ยังเป็นกระเป๋าแบบซิปคู่ที่ช่วยรักษาความปลอดภัย พร้อมระบบล็อคแบบ TSA และมีตัวหยุดล้อที่ช่วยให้ระหว่างเดินทางกระเป๋าไม่เลื่อนไปมาอีกด้วย ถ้าใครสนใจสามารถเช็คโปรโมชั่นดีๆ และดีลสุดพิเศษก่อนใครได้เลยที่ www.americantourister.co.th

เที่ยวลาว


น้ำตกตาดกวางสี, หลวงพระบาง ลาว

เก็บกระเป๋า เช็คเอาท์แล้ว ออกไปเที่ยวกันต่อยาวๆ โดยมุ่งตรงไปที่น้ำตกตาดกวางสี น้ำตกที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในหลวงพระบาง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางเกือบๆ ชั่วโมงเลย (จริงๆ แล้วระยะทางไม่ได้ไกล แต่เส้นทางต้องลัดเลาะตามแนวเขา) พอถึงทางเข้าน้ำตกแล้ว เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าชมก่อน คนละ 25,000 กีบ แล้วทุกคนลองสังเกตที่ตั๋วดีๆ นะ เพราะจะมีคิวอาร์โค้ดสำหรับสแกนด้วย

ใช่แล้ว คิวอาร์โค้ดที่ตั๋วเราจะต้องเอามาสแกนที่ประตูอัตโนมัติตรงนี้ เพื่อมาขึ้นรถไฟฟ้าไปยังบริเวณพื้นที่ด้านในอุทยาน ล้ำสมัยไฮเทคสุดๆ ฟีลเหมือนกำลังจะขึ้นรถไฟฟ้าที่บ้านเราเลย

นั่งรถไฟฟ้ามาถึงด้านบนทางเข้าอุทยาน จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วอีกครั้ง พอผ่านแล้วก็เดิน และเดินยาวๆ ไปที่น้ำตกได้เลยทุกคน!

เที่ยวลาว

เดินมาเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาที เราก็มาถึงด้านในสุดซึ่งเป็นที่ตั้งของน้ำตกตาดกวางสีแล้ว บอกเลยว่าสวยฉ่ำอลังการสมคำร่ำลือจริงๆ น้ำตกสูงไหลลงโขดหินเป็นสาย ไปยืนใกล้ๆ ยังได้รับละอองน้ำสดชื่นๆ ด้วย แถมน้ำที่ไหลลงมาแอ่งด้านล่างยังเป็นสีเขียวมรกตอีกด้วย ยอมรับเลยว่าเป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นที่ควรค่าแก่การมามาก ตื่นตาตื่นใจสุดๆ

มุมถ่ายรูปสุดฮอตก็ต้องมุมสะพานข้ามน้ำตกตรงนี้เลย โพสท่าสวยๆ มีฉากหลังเป็นน้ำตกสุดยิ่งใหญ่ ถ่ายยังไงก็สวยทุกมุม!

ถ้าเดินถัดมาอีกหน่อยก็ยังมีสะพานไม้ด้านข้างให้เดินลงไปด้วยนะ (ถ้าใครอยากได้ภาพสวยๆ กลางสะพาน แนะนำให้ช่างภาพมายืนตรงสะพานด้านล่างนี้นะ)

  • Location: เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว
  • Google Map: https://maps.app.goo.gl/FpCypriRdNHXRXUe7
  • Open-Close: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • Price: ค่าเข้าชม 25,000 กีบ (ประมาณ 40 บาท)

พิพิธภัณฑ์และพระราชวังหลวงพระบาง, หลวงพระบาง ลาว

เก็บความชุ่มฉ่ำกันที่น้ำตกแบบเน้นๆ ไปแล้ว เราก็เดินทางกลับเข้ามาในเมืองหลวงพระบาง เพื่อมาเช็คอิน เดินเล่นชมบรรยากาศความงามของเมืองมรดกโลกกันสักหน่อยที่แถวๆ หน้าพระราชวังหลวงพระบาง จากตรงนี้เราจะเห็นหอพระบางตั้งตระหง่านอยู่ แต่ด้วยความี่เรามาถึงช่วง 11 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่พิพิธภัณฑ์และพระราชวังหลวงพระบางปิดพักช่วงกลางวันพอดี เราเลยอดเข้าไปชมความสวยงามด้านใน

เที่ยวลาว

แต่ไม่เป็นไร เราเน้นเดินเล่น ถ่ายรูปคู่กับบรรยากาศด้านนอกแทนไปก่อน บอกเลยว่าแค่ด้านนอกก็สวยมากๆ ยิ่งมุมด้านข้างหอพระบางแบบนี้ ชิคสุดๆ

จากพระราชวงหลวงพระบางเดินต่อมายาวๆ จะเป็นพื้นที่ของบ้านเจ๊ก (คนพื้นที่เขาเรียกกันแบบนั้น) ซึ่งเป็นย่านที่เป็นที่อยู่ของชุมชนชาวจีนที่เข้ามาอาศัยในหลวงพระบาง

อาคารและบ้านเรือนสองข้างทางตลอดสายของถนนเส้นนี้ มีเสน่ห์และยังคงกลิ่นอายความเก่าแก่ที่คลาสสิกไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม สมแล้วที่เป็นเมืองมรดกโลก เดินไปชมว่าสวยไป ยอมรับเลยว่าใช้คำว่าสวยเปลืองมากๆ แถมบรรยากาศตลอดทั้งวันไม่วุ่นวายเลย สงบและงามไปพร้อมๆ กัน

เที่ยวลาว

และแล้วก็ได้เวลาโบกมือลาเมืองลาว ซึ่งขากลับเรามาขึ้นเครื่องบินที่สนามบินหลวงพระบางในรอบบ่ายแก่ๆ ระหว่างที่นั่งรอขึ้นเครื่อง ในใจก็คิดทบทวนถึงช่วงเวลาของความสุขและความประทับใจที่ได้จากการเที่ยวลาวครั้งนี้ บอกเลยว่ามันดีมากจริงๆ ทุกคน ประเทศลาวที่คิดไว้ กับประเทศลาวที่ได้มาเที่ยวด้วยตัวเองจริงๆ แตกต่างกันมากๆ เพราะก่อนมาเราคิดว่าบรรยากาศ ธรรมชาติก็คงไม่ต่างอะไรจากบ้านเรา แต่พอได้มาเยือนจริงๆ แล้วสถานที่หลายๆ แห่ง ศิลปะ วัดวาอาราม สวยงามกว่าที่คิดเอาไว้เยอะมากเลยทีเดียว และกล้าบอกได้เลยว่าธรรมชาติของที่นี่ รวมทั้งวิถีชีวิตของคนลาวยังคงบริสุทธิ์ ค่อยๆ ไหลไปอย่างช้าๆ ถึงจะมีเทคโนโลยี การคมนาคมที่ทันสมัยเข้ามา ลาวยังเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ใครที่ยังไม่เคยมา อยากให้ลองมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง รับรองจะต้องประทับใจแบบสุดๆ แน่นอน

สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริปนั่งรถไฟไปเที่ยวลาว 4 วัน 4 คืน เมืองเฟือง – วังเวียง – หลวงพระบาง
DAY 1
– ค่ารถไฟขบวนด่วนพิเศษ CNR กรุงเทพฯ – หนองคาย 1,550 บาท
– ค่ารถจัมโบ้ 40 บาท
– ค่ารถบัส 30 บาท
– ค่าธรรมเนียมใบตรวจคนเข้าเมือง 20 บาท
– ค่าเหมารถตู้ 3 วัน 9,000 บาท (หาร 3 ตกคนละ 3,000 บาท)
– ค่าซิมโทรศัพท์ 40 บาท
– ค่าซาลาเปา 16 บาท
– ค่าเข้าสวนพระ 65 บาท
– ค่าอาหารมื้อเที่ยง 314 บาท (หาร 3 ตกคนละ 104 บาท)
– ค่าที่พักเรือนแพวังริมน้ำ 1,200 บาท (หาร 2 ตกคนละ 600 บาท)
– ค่าหมูกระทะ 327 บาท (หาร 3 ตกคนละ 109 บาท)

Day2
– ค่าชุดใส่บาตร 98 บาท
– ค่ามื้อเที่ยง 287 บาท (หาร 3 ตกคนละ 95 บาท)
– ค่าเข้าถ้ำจัง 25 บาท
– ค่าที่พัก Family Land Camping Resort 2,030 บาท (หาร 2 ตกคนละ 1,015 บาท)

Day3
– ค่าอาหารเช้า 43 บาท
– ค่ากาแฟ 74 บาท
– ค่าเข้าบลูบากูน 32 บาท
– ค่ารถไฟความเร็วสูง 221 บาท
– ค่าบริการนั่งเรือไปน้ำตกตาดแส้ 25 บาท
– ค่าเข้าน้ำตกตาดแส้ 25 บาท
– ค่าอาหารร้านมีไชผล 623 บาท (หาร 3 ตกคนละ 207 บาท)
– ค่าที่พัก Treasure Hotel 2,400 บาท (หาร 2 ตกคนละ 1,200 บาท)
– ค่าเข้าวัดเชียงทอง 32 บาท

Day4
– ค่าชุดใส่บาตร 82 บาท
– ค่าอาหารเช้า 50 บาท
– ค่าเข้าน้ำตกตาดกวางสี 41 บาท

ราคารวมทั้งหมดต่อคน 8,839 บาท
**ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินขากลับ และค่าของฝาก**


เป็นอย่างไรกันบ้างกับ นั่งรถไฟไปเที่ยวลาว 4 วัน 4 คืน เมืองเฟือง – วังเวียง – หลวงพระบาง บอกเลยว่าถ้าใครอยากลองเที่ยวต่างประเทศแบบง่ายๆ แต่ได้กำไรและความประทับใจแบบเน้นๆ ต้องเช็คลิสต์ตามไปเที่ยวกันเลย  หรือถ้าใครอยากจัดทริปนั่งรถไฟชิลล์ๆ ในไทยเป็นทริปเริ่มต้นก่อน เราก็มี ทริปเชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ เที่ยวครบทั้งในเมืองและนอกเมือง และ One Day Trip บางกะเจ้า ไปด้วยรถไฟฟ้า พาเติมความเฟรชรัวๆ! มาแนะนำกันด้วย


ผู้เขียน
ช่างภาพ

dontk

satay
ภาพถ่ายเติมชีวิตให้มีสีสันไม่น้อยไปกว่าศิลปะและดนตรี

เรื่องที่คุณอาจสนใจ