
15 พิกัด จุดชมทะเลหมอก อากาศดี วิวปัง ต้องไปให้ได้สักครั้ง
731 ครั้ง
14 ก.พ. 2569
731 ครั้ง
14 ก.พ. 2569
หน้าหนาว ฤดูกาลโปรดของใครหลายคนและหนึ่งสิ่งที่ห้ามพลาดในฤดูกาลนี้ก็คือการเดินทางออกไปสัมผัสกอดทะเลหมอก วันนี้ทริปเก็ทเตอร์เลยรวบรวม 15 พิกัด จุดชมทะเลหมอก อากาศดี วิวปัง ต้องไปให้ได้สักครั้ง บอกเลยว่าบรรยากาศแต่ละที่คือดีจนอยากให้รีบแพ็คกระเป๋าออกไปสูดอากาศสดชื่นกันให้หนำใจ!

เริ่มต้นกันที่ ทะเลหมอกหยุนไหล หนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยสุดในปาย วิวด้านบนจะเห็นทั้งภูเขา เมือง และสายหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งเต็มหุบเขา นั่งจิบชาร้อนๆ กับหมั่นโถวอุ่นๆ คือฟินจนอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้นเลย ที่สำคัญยังมีลานกางเต็นท์และร้านขายของที่ระลึกให้เดินเล่นแบบชิลล์ๆ ด้วยนะ สำหรับการขึ้นไปด้านบนต้องใช้รถบริการของชาวบ้านเท่านั้นช่วงเช้า




ม่อนกะละโกะโจ ลานกางเต็นท์วิว 360 องศา ที่ขึ้นชื่อเรื่อง ทะเลหมอกสองแผ่นดิน เพราะมองเห็นวิวหมอกทั้งฝั่งไทยและพม่าแบบเต็มตา ฟีลเหมือนลอยอยู่บนก้อนเมฆ ใครเคยไปกลอเซโล ที่นี่อยู่ใกล้กันเลย ม่อนกะละโกะโจ ถือ จุดชมทะเลหมอก พิกัดลับที่วิวดีต่อใจมาก




พิกัดสุดโรแมนติกที่ใครมาก็ต้องตกหลุมรัก หมู่บ้านรักไทย หมู่บ้านเล็กๆ ของชาวจีนยูนนานที่โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเลสาบสวยมาก ไฮไลท์คือการ ล่องเรือจิบชาชมหมอกตอนเช้า บรรยากาศคือดีมาก บอกเลยว่ารูปถ่ายยังสวยไม่เท่าตาเห็น ที่นี่อากาศเย็นแทบทั้งปี โดยเฉพาะหน้าหนาวคือหนาวสะใจ!




อยากดูทะเลหมอกแบบมองได้ไกลสุดสายตาแบบไม่ต้องเดินทางขึ้นเหนือหรือลงใต้ แนะนำให้มาที่ เนินช้างศึก จุดชมทะเลหมอก สุดปังที่ตั้งอยู่บนยอดดอยปิล๊อก อากาศเย็นสบายตลอดปี และยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น – ตก ได้ในที่เดียว บรรยากาศคือคุ้มค่าการตื่นเช้ามาก เนินช้างศึกสูงประมาณ 1,053 เมตร มองเห็นภูเขาสลับชั้นทั้งฝั่งไทยและพม่าแบบเต็มๆ ใครชอบภาพวิวเส้นขอบฟ้าสวยๆ ต้องมีรูปกลับบ้านเป็นร้อยแน่นอน




ไปต่อกันที่หมู่บ้านเล็กๆ ฟีลโฮมมี่ที่เต็มไปด้วยหมอกขาวๆ และความอบอุ่นของผู้คน นั่นก็คือ บ้านอีต่อง ที่นี่เคยเป็นเมืองเหมืองที่รุ่งเรืองมาก่อน ปัจจุบันยังคงมีเสน่ห์แบบเมืองเก่าให้สัมผัสอยู่เต็มที่ ไฮไลท์ของที่นี่คือบ่อน้ำกลางหมู่บ้านและสะพานไม้ที่คนชอบเขียนป้ายข้อความเอาไปแขวน น่ารักสุดๆ แถมอากาศเย็นตลอดทั้งวัน เดินไปไหนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอหมอก รอบๆ นอกจากนี้หมู่บ้านก็มีจุดเที่ยวเยอะมาก มาแล้วอยู่ได้ทั้งวันแบบไม่เบื่อแน่นอน




หมู่บ้านสะปัน หมู่บ้านที่หลายคนเรียกว่าหมู่บ้านในนิทานไม่เกินจริงเลย เพราะทั้งหมู่บ้านถูกโอบล้อมด้วยภูเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆ บวกกับอากาศเย็นสบายทั้งปี แต่ละฤดูก็มีเสน่ห์ต่างกันไป อย่างเช่น หน้าฝนคือเขียวชุ่มฉ่ำ ส่วนเช้าหน้าหนาวนี่คือหมอกไหลเป็นผืนผ้าขาวเลยล่ะ ไฮไลท์ต้องมาที่ สะพานหมู่บ้านสะปัน มีป้ายเขียนว่า “แหล่งโอโซนชั้นดี ต้องที่สะปัน” ตั้งอยู่ข้ามลำธารพอดี ถ่ายออกมาคือได้ทั้งหมู่บ้าน ลำธาร ภูเขา และหมอกจางๆ ครบในเฟรมเดียว




ใครชอบทะเลหมอกแบบเดินลุยขึ้นดอยนิดๆ แต่วิวคุ้มสิบเท่า ต้องมา ดอยผาตั้ง จอดรถได้ที่ด้านล่างดอย จากนั้นก็เดินขึ้นทีละจุด เหมือนเก็บเควสต์สนุกๆ จุดแรก ช่องผาขาด หินที่แยกตัวออกจากกันแบบธรรมชาติ มุมนี้ถ่ายรูปสวยเว่อร์ ต่อด้วย เนิน 102 ที่คนส่วนใหญ่ขึ้นมาชมทะเลหมอกกันตรงนี้ แต่ถ้าใครยังฟิต ขอให้ไปต่อถึง เนิน 103 บอกเลยว่าฟินมาก คนก็น้อยกว่า วิวก็อลังการกว่า และยังถ่ายย้อนมาที่ เนิน 102 ได้ด้วย มองเห็นแม่น้ำโขงและยอดดอยเป็นชั้นๆ แบบสุดลูกหูลูกตา




ภูชี้ฟ้า หนึ่งในตำนานของทะเลหมอกไทย สูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น จุดเด่นก็คือหน้าผาแหลมๆ ที่ชี้ไปบนฟ้า แบบสมชื่อ
ตอนตีสี่ตีห้า นักท่องเที่ยวจะเริ่มเดินขึ้นไปเพื่อไปจับจองที่นั่งดูหมอก และรอพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้า ช่วงเช้าๆ จะได้เห็นหมอกหนาตา มองลงไปคือไหลเต็มหุบเขาเหมือนทะเลสีขาว ส่วนด้านข้างก็จะมีทุ่งดอกโคลงเคลงบาน (ช่วงฝน–หนาว) เพิ่มความฟีลโรแมนติกเข้าไปอีก บอกเลยต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต




ไปกันต่อที่ กิ่วแม่ปาน เส้นทางนี้เหมาะกับคนรักธรรมชาติขั้นสุด เพราะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่มีทั้งหมอก ทุ่งหญ้า และวิวเทือกเขา ก่อนเริ่มเดินต้องลงชื่อ แล้วจะมีไกด์ท้องถิ่นเดินไปด้วย ซึ่งช่วยเล่าเรื่องธรรมชาติให้เพลินไปอีก โดยจะเดินผ่านทั้งหมด 21 จุด ระยะประมาณ 3 – 5 กม. แต่เดินเพลินมาก เพราะวิวสวยตลอดทาง จุดไฮไลท์ที่สุดคือ จุดที่ 9 ที่เราจะได้ยืนมองหมอกลอยผ่านหน้าผา มีภูเขาสูงตั้งฉากอยู่ตรงหน้า จุดนี้คือแลนด์มาร์กถ่ายภาพพรีเวดดิ้งสุดฮิตด้วยนะ เพราะฉากหลังสวยเหมือนโปสการ์ดเลย




อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก หนึ่งในดอยสูงที่สุดของไทย สูงถึง 2,285 เมตร อากาศเย็นทั้งปี และเป็นพิกัดที่คนรักลมหนาวต้องหลงรัก ด้านล่างมีลานกางเต็นท์ บ้านเล็กในป่าใหญ่ ช่วงดอกนางพญาเสือโคร่งบาน บอกเลยว่าสวยสะพรั่งเหมือนอยู่ท่ามกลางทุ่งซากุระในญี่ปุ่นเลยล่ะ




ถัดมาที่ จุดชมวิวห้วยต้นไฮ ที่นี่เป็นจุดชมวิวประจำชุมชนบ้านนาต้นจั่น เส้นทางเดินป่าเบาๆ ประมาณ 850 เมตร เดินชิลล์ๆ ได้เลย แต่ช่วง 200 เมตรสุดท้ายจะชันนิดนึงให้หัวใจเต้นแรงนิดๆ ก่อนถึงยอดเขา พอขึ้นไปถึงด้านบน จะเจอศาลาไม้เล็กๆ และม้านั่งให้นั่งชมวิวแบบ 360 องศา ถ้าวันไหนฟ้าเปิดจะได้เห็นทะเลหมอกฟุ้งเต็มหุบเขา แถมแสงอาทิตย์ค่อยๆ ทะลุออกมาเหมือนภาพวาด บอกเลยว่าสวยคุ้มทุกก้าวจริงๆ




มาเชียงคานทั้งที ต้องแวะมาที่นี่ ภูทอก ขึ้นไปด้านบนปุ๊บ เจอวิว 360 องศา มองเห็นทั้งเมืองเชียงคาน ฝั่งไทย – ลาว และแม่น้ำโขงทอดยาวสุดตา ท่ามกลางทะเลหมอกหนานุ่ม เหนือยอดภู พร้อมแสงสีทองคลอเคล้ากันแบบละมุนมาก ใครมาเชียงคานแล้วไม่ขึ้นคือพลาดจริงๆ แนะนำให้ไปถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น โดยเฉพาะหน้าหนาว เพราะคิวแน่นสุดๆ




อีกหนึ่ง จุดชมทะเลหมอก ที่ห้ามพลาด ภูทับเบิก บอกเลยว่าที่นี่คือตัวท็อปแห่งทะเลหมอกเมืองไทย สูงถึง 1,768 เมตร ทำให้เป็นจุดชมวิวที่หมอกหนา อากาศดี และสุดอลังการ โดยเฉพาะหน้าฝนกับหน้าหนาว หมอกคือมาแบบเตรียมกล้องถ่ายได้ทั้งวัน เดินออกมาหน้าที่พักยังเห็นทะเลหมอกลอยผ่านตาแบบฟินสุด ที่นี่ต้องปักหมุดเลย




ไปต่อกันที่ เขาค้อ อีกหนึ่งพิกัดสวรรค์ของคนรักทะเลหมอก ที่นี่มีจุดให้เลือกชมหลายพิกัด ทั้ง จุดชมวิวไปรษณีย์เขาค้อ จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ และ จุดชมวิววัดกองเนียม แต่ละที่ก็มีเสน่ห์ต่างกันไป ช่วงที่น่าไปสุดๆ คือ ปลายฝน – ต้นหนาว มองลงไปข้างล่างเห็นดอกไม้เมืองหนาวสีสดตัดกับท้องฟ้าฟ้าใส ส่วนด้านบนมีร้านค้า ร้านของฝากบรรยากาศคึกคักมาก




ปิดท้ายขอพาเปลี่ยนบรรยากาศจากดอยเหนือ มาจัดเต็มกับธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา และลำธาร กันที่ อุทยานแห่งชาติเขาสก บอกเลยว่าสวยงามจนถูกเรียกว่า กุ้ยหลินเมืองไทย พื้นที่อุทยานฯกว้างใหญ่ถึง 461,712 ไร่ แถมมีทั้งภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ป่าเขียวชอุ่ม และทะเลสาบน้ำใสเหมือนกระจก ไฮไลท์คือการล่องเรือชมวิว ชมก้อนหินรูปร่างแปลกตา สูดอากาศสดชื่นเต็มปอด ถ่ายรูปออกมาสวยธรรมชาติสุดๆ



เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 15 พิกัด จุดชมทะเลหมอก อากาศดี วิวปัง ต้องไปให้ได้สักครั้ง สำหรับสายเที่ยวทะเลไปกันต่อกับ มัดรวม 7 อุทยานแห่งชาติทางทะเล น้ำใสหาดทรายขาว เที่ยวทะเลไทยฮีลใจ หรือจะปักหมุดไป นั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรี xx บาท เที่ยว 5 จุดเช็คอิน